วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560

การกินเหล้าสร้างConnectionได้จริงหรือ?

          ปรกติแล้วคนทั่วๆไปจะบอกว่าผมเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด ซึ่งมันก็ถูกครึ่งหนึ่ง นั้นก็คือหากว่าผมอยู่กับคนที่ผมไม่สนิทหรือว่าวงสนทนาที่เป็นทางการนั้นผมจะไม่ค่อยพูดเพราะผมเป็นคนที่รู้สึกตื่นเต้นง่าย แต่ถ้าหากว่าผมอยู่กับเพื่อนๆหรือว่าคนที่ผมค่อนข้างที่จะสนิทด้วยแล้วละก็หลายคนคงรู้ดีว่าผมก็พูดมากเหมือนกัน ดังนั้นเวลาที่มีงานหรือกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่หากมีเหล้ายาให้กินผมก็จะกินด้วย และกินมากๆด้วย แล้วหลังจากที่ผมเมาแล้วผมก็จะพูดไม่หยุด pageqq
          ผมรู้สึกว่าการที่ผมกินเหล้านั้นมันทำให้ผมคุยกับคนอื่นได้สนุกและก็สนิทกับคนอื่นๆได้ง่ายมากขึ้นด้วยผมก็เลยกินเหล้ามาตั้งแต่ที่เป็นวัยรุ่ยจนถึงวัยทำงานเลยทีเดียว โดยลักษณะการกินของผมนั้น คือเห็นแก้วเหล้าเต็มไม่ได้จะต้องรีบยกกิน แล้วก็กินได้นานถึงตอนเช้าก็เคยทำมาแล้วบ่อยครั้ง แต่หลังจากนั้นหากว่านอนหลับไปแล้วจะตื่นไม่ได้ต้องพักเป็นวันๆเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็จะรู้สึกอ่อนเพลียต่อไปอีกเป็นอาทิตย์ๆเลยทีเดียว pageqq
          นอกจากในเรื่องของสุขภาพแล้วในเรื่องของความปลอดภัยนั้นก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ผมเมาแล้วก็เคยเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งด้วยกันแต่ว่าในทุกๆครั้งผมนั้นก็สามารถที่จะรอดมาได้แทบทุกครั้งเลย ที่เสียหายบ้างนั้นก็คือรถที่ต้องซ่อมอยู่เป็นประจำ ซึ่งทุกครั้งที่ผมเกิดอุบัติเหตุนั้นผมก็มักที่จะพูดกับตัวเองว่าจะเลิกกินเหล้าอย่างเด็ดขาดแล้วแต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปสักพักและต้องตกอยู่ในสถานะการณ์ที่โดนชวนให้กินสักนิด ผมก็มักที่จะใจอ่อนกินไปแล้วทีนี้พอผ่านแก้วที่1ไปแล้วก็จะยาวไปเรื่อยๆเลยครับ เป็นอย่างนี้อยู่เป็นประจำตลอดมา
          และล่าสุดอาการเมื่อเมาแล้วนั้นก็คือเมื่อตื่นนอนขึ้นมานั้นก็จะจำอะไรไม่ได้เลย และหลังจากนั้นก็จะค่อยจำได้ทีละนิด และสิ่งที่เราทำตอนเมานั้นเมื่อเราจำมันได้เราจะรู้สึกผิดขึ้นมา เพราะว่ามักทำอะไรแผลงๆที่ไม่ดี
          และเนื่องในโอกาสปีใหม่นี้ผมก็กะว่าจะถือโอกาสนี้ในการที่จะเลิกกินเหล้าอย่างจริงจัง กำหนดการเบื้องต้นนั้นก็คือ 1 ปีก่อนหากว่าผ่านหนึ่งปีไปแล้วทุกอย่างดีขึ้นก็อาจจะเลิกกินแบบถาวรเลยก็ได้เหมือนกัน หรือว่าอาจจะกลับมากินแบบนิดๆหน่อย ก็คงต้องรอดูผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก่อนว่าจะเป็นอย่างไร คนเราไม่มีคำว่าสายเมื่อจะเริ่มต้นทำอะไรดีๆ



#s7Content

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนโลกตอนที่ 3


       ครั้งที่แล้วผมได้พูดถึงเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลกของเราในยุคถัดไปกันไปแล้ว ซึ่งล่าสุดข่าวที่ออกมานั้นก็คือ ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการทดสอบวิ่งบทท้องถนนจริงของรถบรรทุกที่บรรจุ  เบียร์กระป๋องจำนวนกว่า 5 หมื่นกระป๋องด้วยกัน โดยบริษัทที่ทำการทดลองในครั้งนี้นั้นก็คือบริษัท otto ซึ่งเป็นบริษัทลูก ของ Uber ปัญหาของประเทศสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันนั้นคือเรื่องของการขาด ลูกจ้างในตำแหน่ง คนขับรถบรรทุก ซึ่งอีกไม่กี่ปีถัดจากนี้ไปมีการคาดการณ์กันว่าจะขาดถึงกว่า 1 แสนตำแหน่งด้วยกัน pageqq

       โดยภารกิจครั้งนี้สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยการทำงานของระบบอัตโนมัติของรถบรรทุกนั้นก็คือ เมื่ออยู่บนถนนธรรมดา จะใช้คน เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุม แต่พอขึ้นไปบนทางที่เป็นมอเตอร์เวย์แล้วก็จะมีปุ่มกดให้รถสามารถควบคุมตัวเองได้ ซึ่งมันก็เหมือนกับวิธีการควบคุมเครื่องบินที่เวลาจะลงจอดหรือว่าจะบินขึ้นจากสนามบินนั้นก็จะต้องใช้คนควบคุม แต่พอลอยได้ที่บนท้องฟ้าแล้วก็จะปล่อยให้ระบบอัตโนมัตินั้นทำงาน  แต่ในอนาคตนั้นจะเป็นการควบคุมอัตโนมัติ 100 % และจากการทดสอบอย่างต่อเนื่องนั้นก็พบว่าการใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมนั้นมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้คนในการควบคุมเสียอีก โดยอุบัติเหตุบนท้องถนนในสหรัฐอเมริกานั้น เฉลี่ยต่อปี มีสูงถึง 4 แสนครั้งเลยทีเดียว โดยสาเหตุส่วนใหญ่นั้นก็มาจากความผิดพลาดของมนุษย์แทบทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้องก์กรด้านการขนส่งบางแห่งถึงกับเรียกร้องให้รัฐบาลนั้น ออกมาเป็นกฎหมายบังคับเลยว่า รถบรรทุกๆคันจะต้องมีระบบควบคุมอัตโนมัติแบบนี้ ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปว่า จะมีเสียงตอบรับจากภาครัฐบาลมากน้อยเพียงใด pageqq

       สำหรับข่าวนี้หลังจากที่ผมอ่านเสร็จผมรู้สึกว่าโลกของเรามันเริ่มคล้ายๆกับหนังในสมัยก่อนแล้วจากเมื่อก่อรที่เราเดินออกมาจากโรงก็นึกว่าเรื่องแบบนี้มันคงไม่เกิดขึ้นแน่ๆ แต่พอเวลาผ่านไปหลายๆสิ่งหลายอย่าง เริ่มที่จะเกิดขึ้นจริงบ้างแล้ว มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่าต่อไปโลกของเราในอนาคตก็คงจะเป็นเหมือนกับการ์ตูนโดเรมอน อยากรู้ว่าต่อไปในอนาคตจะมีอุปกรณ์ไฮเทคๆอะไรเกิดขึ้นบ้างก็ให้ไปดูการ์ตูนเรื่องโดเรมอน นะครับ และสิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นจริงในยุคของผมที่ผมยังมีชิวิตอยู่นั้นก็คือ ยานพาหนะที่สามารถบินบนท้องฟ้าได้ วิ่งบนพื้นก็ได้ ระดับที่ว่าราคาไม่แพง เหมือนกับเราซื้อรถยนต์ในปัจจุบัน และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงก็ไม่แพงด้วยเช่นเดียวกัน ถูกๆเท่ากับปัจจุบันแต่อาจจะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าอะไรแบบนี้

       บางคนอ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่าบ้าไปแล้วหรือเปล่า แต่ลองคิดย้อนกลับไปสิครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนคุณจะเชื่อไหมว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงๆ

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

หมอลำศิลปพื้นบ้านที่ไม่มีวันตาย

คำว่า "ลำ" มีความหมายสองอย่าง อย่างหนึ่งเป็นชื่อของเรื่อง อีกอย่างหนึ่งเป็นชื่อของ การขับร้องหรือการลำ ที่เป็นชื่อของเรื่องได้แก่เรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องนกจอกน้อย เรื่อง ท้าวก่ำกาดำ เรื่องขูลูนางอั้ว เป็นต้น เรื่องเหล่านี้โบราณแต่งไว้เป็นกลอน แทนที่จะเรียกว่า เรื่องก็เรียกว่าลำ กลอนที่เอามาจากหนังสือลำ เรียกว่ากลอนลำ

อีก อย่างหนึ่งหมายถึงการขับร้อง หรือการลำ การนำเอาเรื่องในวรรณคดีอีสานมา ขับร้อง หรือมาลำ เรียกว่า ลำ ผู้ที่มีความชำนาญในการขับร้องวรรณคดีอีสาน โดยการท่องจำเอากลอน มาขับร้อง หรือผู้ที่ชำนาญในการเล่านิทานเรื่องนั้น เรื่องนี้ หลายๆ เรื่องเรียกว่า "หมอลำ"

วิวัฒนาการของหมอลำ
ความ เจริญก้าวหน้าของหมอลำก็คงเหมือนกับความเจริญก้าวหน้าของสิ่งอื่นๆ เริ่มแรก คงเกิดจากผู้เฒ่าผู้แก่เล่านิทาน นิทานที่นำมาเล่าเกี่ยวกับจารีตประเพณีและศีลธรรม โดยเรียก ลูกหลานให้มาชุมนุมกัน ทีแรกนั่งเล่า เมื่อลูกหลานมาฟังกันมากจะนั่งเล่าไม่เหมาะ ต้องยืนขึ้นเล่า เรื่องที่นำมาเล่าต้องเป็นเรื่องที่มีในวรรณคดี เช่น เรื่องกาฬเกษ สินชัย เป็นต้น ผู้เล่าเพียงแต่เล่า ไม่ออกท่าออกทางก็ไม่สนุก ผู้เล่าจึงจำเป็นต้องยกไม้ยกมือแสดงท่าทางเป็น พระเอก นางเอก เป็นนักรบ เป็นต้น

เพียงแต่เล่าอย่างเดียวไม่สนุก จึงจำเป็นต้องใช้สำเนียงสั้นยาว ใช้เสียงสูงต่ำ ประกอบ และหาเครื่องดนตรีประกอบ เช่น ซุง ซอ ปี่ แคน เพื่อให้เกิดความสนุกครึกครื้น ผู้แสดง มีเพียงแต่ผู้ชายอย่างเดียวดูไม่มีรสชาติเผ็ดมัน จึงจำเป็นต้องหา ผู้หญิงมาแสดงประกอบ เมื่อ ผู้หญิงมาแสดงประกอบจึงเป็นการลำแบบสมบูรณ์ เมื่อผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องต่างๆ ก็ตามมา เช่น เรื่องเกี้ยวพาราสี เรื่องชิงดีชิงเด่น ยาด (แย่ง) ชู้ยาดผัวกัน เรื่องโจทย์ เรื่องแก้ เรื่องประชัน ขันท้า เรื่องตลกโปกฮาก็ตามมา จึงเป็นการลำสมบูรณ์แบบ

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประวัติ หมอลำ

ความเป็นมาของหมอลำ
หมอลำ เริ่มแรกเกิดจากการชุมนุม ลูกหลาน มีผู้เฒ่าผู้แก่นั่งเล่านิทานเกี่ยวกับ จารีตประเพณีและศีลธรรมอันดี เมื่อลูกหลาน มาฟังกันมากนิยมนั่งเล่าไม่เหมาะสม ต้อง
ยืนขึ้นเล่า เรื่องที่นำมาเล่าต้องเป็นเรื่องที่ มีในวรรณคดี เช่น เรื่องการเกด สินชัย เป็นต้น ผู้เล่าเพียงแต่เล่า ไม่ออกท่าทางก็ ไม่สนุกผู้เล่าจึงจำเป็นต้องยกไม้ยกมือแสดง
ท่าทางเป็นพระเอก นางเอก เป็นนักรบ เป็นต้น จากนั้นจึงพัฒนาไปสู่การขับลำที่ ต้องใช้สำ เนียงสั้นยาว ใช้เสียงสูงต่ำ ประกอบการเล่า และหาเครื่องดนตรีประกอบ เช่น ซุง ซอ ปี่ แคน เพื่อให้เกิดความสนุก ครื้นเครง ผู้แสดง มีเพียงแต่ผู้ชายดูไม่มี รสชาติเผ็ดมัน จึงจำเป็นต้องหาผู้หญิงมา แสดงประกอบจึงเป็นการลำแบบสมบูรณ์ เมื่อผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องต่างๆที่เล่า ก็ตามมา เช่น เรื่องเกี้ยวพาราสี เรื่องชิงดีชิง
เด่น ยาด(แย่ง) ชู้ยาดผัวกัน เรื่องโจทย์ เรื่องแก้ เรื่องประชันขันท้า และเรื่องตลก
โปกฮา หมอลำกลอนของจังหวัดหนองคาย นั้น คุณนางมณีรัตน์ ได้เล่าให้ฟังว่า หมอลำกลอนของจังหวัดหนองคาย มีมาตั้งแต่ สมัยรุ่นปู่ย่าตายาย แล้ว โดยมีการร้องหมอลำ สืบทอดต่อกันมาตามประเพณีอีสาน การร้องกลอนลำ จะนำ เอาขนบธรรมเนียม ประเพณีรวมถึงตำนานและนิทานอีสาน

โบราณ นำมาแต่งเป็นบทกลอนให้มีความไพเราะ เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจให้กับชุมชโดยแทรกตำนาน หรือคำสอนต่างๆ เข้าไป ในบทกลอนลักษณะของกลอนลำ
ลักษณะของกลอนลำ มีลักษณะ คล้ายกับกลอนแปด ร่ายยาว พัฒนาการของหมอลำนั้นจากการมีหมอลำฝ่ายชายเพียงคนเดียวค่อยๆ พัฒนาต่อมาจนมีหมอลำฝ่ายหญิง มีเครื่องดนตรีประกอบจังหวะเพื่อความ
สนุกสนาน จนกระทั่งเพิ่มผู้แสดงให้มี เท่ากับตัวละครที่มีในเรื่อง มีพระเอก มี นางเอก ตัวโกง ตัวตลก เสนา ครบถ้วน โดยเริ่มจากหมอลำโบราณซึ่งเป็นการเล่า นิทานของผู้เฒ่าผู้แก่ให้ลูกหลานฟัง ไม่มี
ท่าทางและดนตรีประกอบ จากนั้นจึง พัฒนาการมาเป็นหมอลำกลอนหรือหมอลำ คู่ การลำ มีหมอลำ ชายหญิงสองคน สลับกัน มีเครื่องดนตรีประกอบคือแคนการ
ลำมีทั้งเรื่องนิทานโบราณคดี อีสานเรียกว่าลำเรื่องต่อกลอน ลำทวย(ทายโจทย์)ปัญหาซึ่งผู้ลำ จะต้องมีปฏิภาณไหวพริบที่ดี สามารถตอบโต้ ยกเหตุผลมาหักล้างฝ่าย ตรงข้ามได้ ต่อมามีการเพิ่มผู้ลำขึ้นอีกคน
หนึ่ง อาจเป็นชายหรือหญิงก็ได้